เปิดวิสัยทัศน์ “ศุภชัย CP” ยกไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง
“ศุภชัย” เปิดวิสัยทัศน์ฝ่าวิกฤต ชูเกษตร-อาหารอนาคต เพิ่มมูลค่าด้วยเทคโนโลยี ดัน AI 5 เสาหลัก สร้าง Talent 2 ล้านคน ยกไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง
นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “Business Building the Future: Winning in Turbulence” ภายในงานประชุมสุดยอดผู้นำ “The Bangkok Business Summit 2026” ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับภาครัฐและธนาคารโลก โดยมองว่า ท่ามกลางความท้าทายและวิกฤตที่เกิดขึ้น ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนปัญหาให้เป็นโอกาส โดยเฉพาะภาคเกษตรและอาหาร ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่ธุรกิจสุขภาพได้ เพราะในอนาคต “อาหารจะกลายเป็นยา” มากขึ้น
นายศุภชัยระบุว่า ไทยควรให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างอาหารที่ช่วยให้คนมีสุขภาพดีขึ้นและมีอายุยืนยาว ขณะเดียวกันต้องปรับภาคเกษตรให้เป็น “Demand Driven” หรือผลิตตามความต้องการของตลาดโลกและตลาดภูมิภาค ไม่ใช่เพียงผลิตตามรูปแบบเดิม
หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “ทุเรียน” ซึ่งกลายเป็นสินค้าการเกษตรที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้ไทยอย่างมาก จากเดิมที่ไทยเคยมี “ข้าว” เป็นสินค้าเกษตรสำคัญ โดยผลผลิตข้าวทั้งประเทศมีมูลค่าประมาณ 170,000 ล้านบาท ขณะที่เฉพาะการส่งออกทุเรียนสดมีมูลค่าประมาณ 140,000 ล้านบาทต่อปี และยังเติบโตต่อเนื่อง
ที่สำคัญ ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมมูลค่าจาก ทุเรียนแช่แข็งและการนำไปพัฒนาเป็นวัตถุดิบหรือส่วนประกอบในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยนายศุภชัยยกตัวอย่างว่า มาเลเซียเองก็มีการส่งออกทุเรียนแช่แข็งในมูลค่าที่ใกล้เคียงกัน
จึงสะท้อนให้เห็นว่า สินค้าเพียงหนึ่งชนิดสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกมาก หากมีการพัฒนาต่อยอดอย่างเหมาะสม จากเดิมที่การถนอมทุเรียนในอดีตอาจอยู่ในรูปแบบ “ทุเรียนกวน” ปัจจุบันสามารถนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ อาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์กระแสสุขภาพได้
ดันเกษตรไทย ใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิต 3-5 เท่า
นายศุภชัยมองว่า ประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรประมาณ 120 ล้านไร่ หากมีการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม โดยเฉพาะ ระบบชลประทาน ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เช่น Smart Farming, AI และระบบอัตโนมัติ จะสามารถเพิ่มผลิตภาพภาคเกษตรได้ถึง 3-5 เท่า
ปัจจุบันภาคเกษตรมีสัดส่วนประมาณ 10% ของ GDP ไทย ดังนั้น หากสามารถเพิ่มผลผลิตได้ 30% ก็จะสามารถเพิ่ม GDP ได้ประมาณ 3% ซึ่งถือเป็นพื้นที่สำคัญที่จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยในอนาคต
แต่การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจำเป็นต้องมีการพัฒนาทักษะของคน โดยเฉพาะการสร้างผู้ประกอบการและ SMEs ให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ภาคเกษตรอุตสาหกรรมและ Smart Farming เพราะจะช่วยสร้างทั้งธุรกิจและตำแหน่งงานใหม่ให้เกิดขึ้น
“AI” ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือเครื่องมือเพิ่มขีดแข่งขัน
สำหรับภาคธุรกิจ นายศุภชัยมองว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังเกิดขึ้นจากการใช้ AI, โครงสร้างข้อมูลที่เป็นระบบ และ Cloud Technology ซึ่งจะกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของการปรับเปลี่ยนธุรกิจ
AI สามารถเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการทำงานของทุกอุตสาหกรรม ไม่ใช่เฉพาะภาคเกษตร ตั้งแต่การลดการใช้ทรัพยากร ลดระยะเวลา ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์และการกระจายสินค้า
ตัวอย่างเช่น หากสามารถนำข้อมูลการจราจรมาวิเคราะห์การไหลของรถและบริหารจัดการเส้นทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะสร้างประโยชน์มหาศาล แต่สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัย โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ที่เหมาะสม
พร้อมเสนอแนวคิดว่า ภาคธุรกิจต้องกล้าที่จะ Disrupt ตัวเอง สร้างคุณค่าใหม่ และเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อนที่จะถูกคู่แข่งหรือเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลง
5 เสาหลัก สร้างไทยเป็น AI Hub
ในระดับประเทศ นายศุภชัยมองว่า ไทยจำเป็นต้องสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่จากเทคโนโลยีและการผลิตขั้นสูง เพื่อยกระดับไทยสู่การเป็น Technological Hub โดยเฉพาะ AI โดยระบบนิเวศ AI ที่ไทยควรพัฒนา ครอบคลุมตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงการใช้งาน ได้แก่
1. พลังงาน
2. Data Center และการผลิตชิป
3. AI Models ตั้งแต่ AI ระดับทั่วไป, Sovereign AI ไปจนถึง AI ที่เป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์
4. Application AI สำหรับผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรม
5. AI สำหรับอุตสาหกรรมเฉพาะด้าน หรือ Vertical AI
หากไทยสามารถสร้างระบบนิเวศทั้ง 5 ระดับ พร้อมออกมาตรการจูงใจและดึงผู้เล่นที่เหมาะสมเข้ามา ก็มีโอกาสสร้างฐานอุตสาหกรรม AI ที่แข็งแกร่งขึ้นได้ แต่ “ฮาร์ดแวร์” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะไทยต้องพัฒนา Talent หรือบุคลากร ไปพร้อมกัน
ดึง 2 ล้านนักศึกษา สร้าง Talent รุ่นใหม่
นายศุภชัยเสนอให้ใช้การปฏิรูปการศึกษาและแรงจูงใจทางการเงินเข้ามาช่วย โดยปัจจุบันไทยมีนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยประมาณ 2 ล้านคน
หากสามารถสร้างแรงจูงใจให้คนกลุ่มนี้รวมทีมพัฒนา Startup หรือเทคโนโลยีที่นำ AI และ Automation ไปใช้กับทุกสาขา ตั้งแต่ศิลปะ อาหาร ไปจนถึงอุตสาหกรรมต่างๆ ก็จะสามารถสร้างทีมได้ประมาณ 200,000 ทีม หากแต่ละทีมมี 10 คน
หากสนับสนุนเงินทุนเริ่มต้นให้แต่ละทีมประมาณ 200,000 บาท จะใช้งบประมาณไม่ถึง 5,000 ล้านบาท ซึ่งนายศุภชัยมองว่าเป็นการลงทุนเพื่อ Jump Start คนรุ่นใหม่ และอาจเปลี่ยนแปลงศักยภาพของไทยได้อย่างมาก
ขณะเดียวกัน ไทยยังจำเป็นต้องดึง Talent จากทั่วโลกเข้ามาเติมเต็มระบบนิเวศ AI เพราะไทยมีข้อได้เปรียบจากการเป็นประเทศที่น่าอยู่และเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวอยู่แล้ว จึงสามารถต่อยอดให้เป็น จุดหมายปลายทางของบุคลากรเทคโนโลยีทั่วโลก
หนึ่งในแนวทางที่เสนอคือ การสร้าง Innovation Center ที่เชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัย 5 แห่งใน 5 ด้านเทคโนโลยี พร้อมดึงนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกเข้ามาประมาณ 3,000-5,000 คน เพื่อสร้างระบบนิเวศและบ่มเพาะ Talent ในประเทศไทย
ลงทุนวันนี้ ผลลัพธ์เริ่มได้ทันที
เมื่อถูกถามว่า การสร้าง Talent และขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเห็นผล นายศุภชัยมองว่า ภาคเอกชนสามารถเห็นผลได้ทันที เพราะทุกปีภาคธุรกิจมีการวางแผนลงทุน และเมื่อเริ่มลงทุน ผลลัพธ์และผลตอบแทนก็จะเริ่มสะสม
พร้อมยกอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญที่มักถูกพูดถึงจนกลายเป็นคำทั่วไป นั่นคือ Climate Change ซึ่งไม่ได้หมายถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมโยงกับสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียม ความเท่าเทียมทางเพศ และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยต้นทุนจากประเด็นเหล่านี้ท้ายที่สุดจะย้อนกลับมาสู่ระบบเศรษฐกิจ
นายศุภชัยระบุว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไทยมีการลงทุนรวมประมาณ 100,000 ล้านบาทต่อปี และการลงทุนระดับดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้ราว 2%
หากต้องการเพิ่มการเติบโตอีกประมาณ 3% อาจจำเป็นต้องเพิ่มการลงทุนอีกประมาณ 30,000 ล้านบาท ทั้งจากการลงทุนในประเทศและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI
พร้อมมองว่า ไทยมีข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ เพราะตั้งอยู่บริเวณศูนย์กลางของเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถเชื่อมโยงกับจีน มหาสมุทรอินเดีย และเอเชียใต้ได้ ดังนั้น การลงทุนจึงเป็นหัวใจสำคัญ
แต่การลงทุนที่จะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ต้องเป็น Sustainable Capital ที่คำนึงถึงทั้งสภาพภูมิอากาศ ผู้คน และความเป็นอยู่ของประชาชน ไม่ใช่มองเพียงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะการลงทุนด้านการศึกษาและการพัฒนาคน ซึ่งควรทำให้เงินลงทุนทุกบาทสร้างผลตอบแทนที่ครอบคลุมและทั่วถึง เพราะท้ายที่สุดแล้ว การดูแลสิ่งแวดล้อม การสร้างเศรษฐกิจที่มีความรับผิดชอบ และการพัฒนาประเทศ ล้วนกลับมาที่ “คน”
หากภาครัฐสามารถนำงบประมาณไปสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และภาคเอกชนขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดอย่างทั่วถึง ไทยก็มีโอกาสยกระดับตัวเองจาก Logistics and Transportation Hub → Trade Hub → Financial Hub ซึ่งจะเกิดขึ้นเป็นแพ็กเกจต่อเนื่องกัน
ใช้ AI เป็น “Hydraulic Jack” ยกไทยพ้น กับดักรายได้ปานกลาง
นายศุภชัยยังมองว่า ไทยยังติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง แต่เทคโนโลยี AI อาจเป็นเหมือน “Hydraulic Jack” หรือแม่แรงที่ช่วยยกประเทศไทยออกจากกับดักดังกล่าว
หนึ่งในคำถามสำคัญคือ ไทยสามารถมี “AI Government” ได้หรือไม่ โดยเฉพาะการนำ AI มาช่วยเพิ่มศักยภาพของข้าราชการประมาณ 4 ล้านคน
หากบุคลากรภาครัฐได้รับการเสริมพลังด้วย AI จะช่วยให้กระบวนการทำงานของภาครัฐมีประสิทธิภาพและโปร่งใสมากขึ้น โดยหัวใจสำคัญคือ “ข้อมูลที่มีความหมายและความโปร่งใส”
นายศุภชัยจึงมองว่า หากทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถปรับตัวได้เร็ว มีแรงจูงใจที่เหมาะสม และมีระบบการเงินและการลงทุนที่ยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับประเทศไทยและภูมิภาคได้
อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการขยายธุรกิจยังคงอยู่ที่ Talent เพราะหากไม่มีบุคลากรที่มีความสามารถ หรือไม่สามารถทำให้ Talent เชื่อมั่นและเดินไปกับองค์กรได้ การเติบโตก็เป็นเรื่องยาก
พร้อมมองว่า ไทยมีระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแรงจากการพัฒนามาตลอด 40 ปี และสิ่งที่ต้องทำคือ บ่มเพาะและต่อยอดระบบนิเวศเดิมให้แข็งแกร่งขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการและนักธุรกิจไทยต้องใช้ Talent เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพาธุรกิจไทยออกไปเติบโตในตลาดโลก
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB